12.28.2008

Phuket Trip : กันเอง-กลับบ้าน

วันนี้ พวกเราไม่มีแพลนออกไปไหนกันเลย แม้จะตื่นกันไม่สายเท่าไหร่

นั่งๆ นอนๆ กันไปเรื่อยๆ ก็ยังไม่มีใครคิดว่าจะออกไปไหนดี.....จะว่าไป ก็ไปมาหมดแล้วอ่ะเนอะ......คือ ภูเก็ตเนี่ย เหมือนจะมีที่เที่ยวเยอะ......แต่เราว่า เยอะเพราะมีหาดเยอะมากกว่า เลยไปเล่นน้ำหาดโน้นหาดนี้ได้อ่ะค่ะ

แล้วทีนี้.....เราก็ไม่ค่อยชอบไปเล่นน้ำที่อื่นแล้วต้องนั่งรถตัวเปียกๆ กลับมาอาบน้ำที่บ้านอีก......เลยไม่คิดจะไปเล่นน้ำเลยอ่ะ......จะไปที่อื่นอีก ก็ไม่รู้จะไปไหนดี......จริงๆ อาจจะมีที่อื่นที่น่าสนใจก็ได้นะ แต่หนังสือท่องเที่ยวที่เราซื้อมาเนี่ย ไม่อัพเดตเท่าไหร่.......ที่แนะนำก็คือหาดต่างๆ ค่ะ ซึ่งเราก็ไปเดินดูกันมาหมดแล้วอีกน่ะแหละ

เมย์เลยชวนน้องชายกะหม่ามี๊ไปซื้อมื้อกลางวันมาทานกัน.......เมย์แนะนำ “ข้าวหมูแดงหมูกรอบ” เจ้าอร่อยที่อยู่ตรงตีนเขาใกล้ๆ บ้าน......ส่วนน้องชายก็ไปจัดการซื้อ “อาหารปักษ์ใต้” มาทานกัน.....เลยได้ของมาเพียบ

ขอคอนเฟริม์ว่า.......ข้าวหมูกรอบที่เมย์บอกเนี่ย อร่อยจริงๆ ค่ะ.....อร่อยเด็ดมากกก

แต่อย่าถามนะคะว่าอยู่ที่ไหน....ตอบไม่ได้เหมือนกัน เพราะไม่ได้ออกไปด้วยน่ะค่ะ ^^

หม่ำมื้อเที่ยงเสร็จ จนบ่าย พวกเราก็ยังไม่ขยับ......เมย์เลยขอตัวไปเดินซื้อของเข้าบ้านที่เซ็งท่าน......แล้วบอกว่าจะกลับมาหม่ำมื้อเย็นด้วยกัน......เพราะวันนี้เรากะว่าจะไป “แหลมสิงห์” อ่ะ........เมย์บอกว่า อาหารทะเลอร่อยและถูก......ต้องหาทางไปกันหน่อยค่ะ ^^

บ่ายแก่ๆ.......เมย์กลับมาบ้าน.....พวกเราเลยเตรียมตัวออกไปหาอะไรหม่ำๆ กัน

ระหว่างที่พวกเราเตรียมตัว.....เมย์ก็รดน้ำต้นไม้ค่ะ......แล้วก็เจอแมลงประหลาดนี่


ดูเผินๆ เหมือนไม่มีอะไร.....แต่ถ้าจ้องดีๆ เห็นชัดเลยค่ะ ^^


เราไม่เคยเห็นมาก่อนเลยค่ะ สีสวยมากเลย.....แล้วก็ดูกลมกลืนกะต้นไม้เป็นอย่างดี......ธรรมชาติเนี่ยเจ๋งจริงๆ เลย

ตื่นเต้นจะแมลงหรือผีเสื้อก็ไม่รู้เรียบร้อยแล้ว........ก็ได้ออกจากบ้านซะที......พวกเราแพลนว่า จะไปรับมาเฟียซึ่งไปฝากอาบน้ำไว้ก่อน แล้วค่อยมุ่งหน้าไป “แหลมสิงห์”......แต่บังเอิญว่า ตอนกำลังจะออกเดินทาง......เกิดมีเหตุให้ทำ “ภารกิจ” ที่ตั้งใจจะทำเมื่อมาภูเก็ตได้ซะก่อน.......เลยต้องมุ่งหน้าไปจัดการซะให้เรียบร้อย

เป็นการทำภารกิจที่ฉุกละหุกมากค่ะ.......แต่ผลที่ได้มา คือ รอยยิ้มของใบชาหลานรัก ก็พอใจแล้วล่ะค่ะ ^^

จากนั้น......ก็พยายามหาทางไป “แหลมสิงห์” ค่ะ.......แต่ก็เหมือนเดิม.....เหมือนจะหลงทาง.....แล้วก็เหมือนกะว่า แหลมสิงห์ที่เราไปกันเนี่ย เป็นคนละที่กะที่เมย์บอกยังไงก็ไม่รู้ค่ะ.......เพราะพอไปถึงแล้ว มันเหมือนอยู่บนเขาน่ะ ไม่มีอาหารทะเลเลย T_T

เมย์เองก็เริ่มไม่สบาย......พะอืดพะอม เหมือนจะเป็นลมค่ะ.....เลยไม่รู้จะเอาไงดี.......จะไปหาร้านอีกก็ใช่ที่ เพราะเพื่อนจะแย่แล้ว.......เลยตกลงเอาร้านขึ้นชื่อที่นั่นละกัน เพราะใน GPS ก็มีชื่อร้านนี้ด้วย จะได้ไม่หลงทาง

ร้านที่เลือกคือ “กันเอง 1” ค่ะ.......เมย์บอกว่าร้านนี้ราคาเทพเหมือนกัน......แต่เอาเถอะ ตอนนี้ ร้านไหนก็ได้แล้วล่ะ เมย์จะได้ออกจากรถซะที

บรรยากาศของร้านสวยดีค่ะ......อาหารก็อร่อยดี แต่ก็เทพแบบที่เมย์ว่าแหละ......พวกเราเลยสั่ง Heineken มาหลอดนึงค่ะ......แล้วก็ได้แต่สั่งอาหารทั่วๆ ไป ไม่ค่อยได้สั่งอาหารทะเล เพราะราคาก็นะ (_ _)


นั่งด้านนอกกันซักพัก ฝนเริ่มลงเม็ดเฉยเลยค่ะ.......เลยย้ายมานั่งในร่ม........มื้อนี้ เมย์ไม่ได้ทานอะไรเลย ดื่มชาจีนร้อนไปถ้วยเดียวเอง.......แต่พอจะกลับก็บอกว่า รู้สึกดีขึ้นแระ.......เราก็สบายใจ....เฮ้อออ ^^
อิ่มอร่อยกันเรียบร้อยก็เดินทางกลับบ้านค่ะ

พอถึงบ้านหม่ามี๊ก็มีบัญชาว่า เนื่องด้วยเราทำ “ภารกิจ” เสร็จสิ้นแล้ว แล้วก็เที่ยวครบแล้ว (มั้ง???).......หม่ามี๊เลยเห็นว่าเราควรจะกลับกรุงเทพฯ กันวันรุ่งขึ้น

แล้วก็........อย่างที่บอกแหละค่ะ......ใครจะกล้าขัดหม่ามี๊ละคะ........พวกเราก็เลย (จำใจ) ต้องเดินทางกลับกันก่อนกำหนดวันนึงค่ะ......จากที่แพลนว่าจะกลับวันที่ 30 เลยได้กลับวันที่ 29 แทน

เพราะงั้น Phuket Trip เลยจบลง (ดื้อๆ) ด้วยประการฉะนี้แหละค่ะ ^^

12.27.2008

Phuket Trip : เกาะเฮ-ทุ่งคา กาแฟ

วันนี้ตื่นไม่สายมาก เพราะมีแพลนจะไป “เกาะเฮ” กันค่ะ

ทีแรกคุณเมย์บอกว่าจะไม่ไปด้วย เพราะชีขี้เกียจตื่นเช้า......แต่ไปๆ มาๆ ชีก็ยอมไปด้วยซะงั้น.....ดีดี ไปกันหลายคนสนุกกว่านี่นา......เนอะ

แต่กว่าจะเดินทางออกจากบ้านก็สายกว่าเวลานัดพอสมควรค่ะ......ที่แย่กว่าก็คือ ดั๊นนน ลืมเอาเบอร์โทรศัพท์เค้ามาอีก แถมจะใช้มือถือหม่ามี๊โทรเพราะมีเบอร์เค้าอยู่ก็ทำไม่ได้อีก เพราะหม่ามี๊ “จงใจ” ไม่เอาโทรศัพท์มาซะงั้น.......เพราะงั้นจะโทรบอกว่าจะไปช้าก็เลยทำไม่ได้......ได้แต่หวั่นๆ ว่าเค้าจะรับเจ้าอื่นไปแล้วรึเปล่าน๊อ !!!

และ......แม้ว่าจะไปไม่ทันนัดแล้ว.......พวกเราก็ไม่ละทิ้งสิ่งสำคัญ.......นั่นคือ “เสบียง” ค่ะ.......ก่อนถึงหาดในยาง.......ผ่านร้านขายไก่ทอด.......เลยแวะซื้อมาหลายสิบชิ้นพร้อมข้าวเหนียว.......เตรียมไปเผื่อหิวกันด้วยค่ะ

ถึงร้านอาหารเมื่อวาน.......พี่เจ้าของเรือรออยู่แล้วค่ะ......เค้าเองก็กลัวพวกเราเบี้ยวนัดเหมือนกัน เพราะโทรไปก็ไม่มีคนรับสาย......55555

พวกเราคว้า “ข้าวผัดทะเล” สองกล่องให้ที่ให้ทางร้านเตรียมไว้ แล้วก็มุ่งหน้าไปขึ้นเรือกันเลยค่ะ.......เค้าบอกว่า ระยะทางไป “เกาะเฮ” ไม่ไกลค่ะ ประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้นเอง ^^

วันนี้คลื่นไม่แรงมาก......แต่ลมเนี่ยสิคะ พัดย้อนทิศหรือไง ไม่ทราบได้......พัดเอาน้ำทะเลกระเซ็นขึ้นมาเต็มหน้าตาไปหมด........คนที่แย่ที่สุดก็ตาเหม่งเนี่ยแหละค่ะ......นั่งหลังสุด เปียกซ่กไปทั้งตัว......น่าฉงฉาน.....55555



เปียกกันได้ประมาณครึ่งชั่วโมง ก็ถึง”เกาะเฮ” ค่ะ


เกาะเฮเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคนพอสมควร แต่ร้อยละ 90 ไม่ใช่คนไทยค่ะ......เป็นฝรั่งซะส่วนใหญ่เลย.......ดูไปดูมาไม่เหมือนเมืองไทยเลย........แต่จะว่าไป......เที่ยวภูเก็ตเนี่ย ก็ไม่เหมือนเที่ยวเมืองไทยอยู่แล้วค่ะ เพราะไปตรงไหน ก็เห็นแต่ฝรั่งทั้งนั้นเลย.......เหมือนมาเมืองนอกยังไงยังงั้น

และเนื่องด้วยเค้าคิดค่าเตียงผ้าใบแพงพอสมควร เค้าเลยบอกให้พวกเราเช่าแค่สองเตียงพอ.......แล้วนั่งทรายไปดีกว่า.......แต่มีมนุษย์ใจดีเป็นพี่สาวที่มากะฝรั่งน่ะแหละค่ะ ยกเสื่อมาให้พวกเรานั่ง โดยบอกว่า เอาไปนั่งเถอะค่ะ เพราะยังไงพี่ก็ไม่ได้ใช้อยู่แล้ว......ประมาณว่าฝรั่งคงนั่งเสื่อไม่เป็น.......แต่ยังไงก็ตามพี่เค้าก็น่ารักและใจดีมาก.....ซึ้งค่ะ ^^

หลังจากหม่ำกันเรียบร้อย.......พวกเราก็เริ่มเล่นน้ำกัน.......ขนาดเมย์ที่ว่ายน้ำไม่เป็นยังไปเล่นเลย.......เหลือคนเดียวที่ทำชิวชิวนั่งอ่านหนังสือไม่ยอมแตะน้ำทะเลเหมือนเคย คือ ตาเหม่ง !!!!

แต่เราก็อ้อน อ้อน อ้อน ประกอบกับน้องชายวิ่งมาบอกว่าปลาเยอะมากกก....ตาเหม่งเลยใจอ่อนยอมลงน้ำไปนิดนึงจนได้ค่ะ.......ปกติแล้วตาเหม่งว่ายน้ำได้ แต่ไม่ค่อยคล่อง เพราะงั้น เวลาไปทะเลกัน เราซึ่งว่ายน้ำได้คล่องกว่าเยอะ (เอ๊ะ....อย่าทำหน้าไม่เชื่อสิคะ เราว่ายน้ำได้ดีจริงๆ นะ)......ก็จะรับหน้าที่ดูแลตาเหม่งค่ะ

อย่างทริปกระบี่ เราก็ให้ตาเหม่งเกาะเรา snorkling ไปเรื่อยๆ ค่ะ......แบบว่า เราก็ว่ายไปโน่นนี่ ส่วนตาเหม่งก็แค่จับเสื้อชูชีพเราลอยไปมาตามแต่ทางที่เราอยากไปค่ะ.......ประมาณว่า พอลงน้ำปุ๊ป เราจะ “แมน” ขึ้นมาทันที ส่วนตาเหม่งเป็น “สาวน้อย” นุ่มนิ่มอ่อนต่อโลกไปในบัดดลค่ะ ^^

คราวนี้ เรากะตาเหม่งก็ตกลงกันว่าจะทำแบบเดิมนะ ตาเหม่งเกาะเราลาก !!!

แต่ผลที่เกิดขึ้นก็คือ......ตาเหม่งดั๊นนนนช่วยเราตีขาซะงั้น........แล้วที่แย่กว่าคือ ตีไปคนละด้านกะที่เราจะไป......เพราะพยายามตีขาต้านค่ะ.....แต่ตาเหม่งก็แรงเยอะซะเหลือเกิน.......ในที่สุด เราก็เลยขี้เกียจตีขาสู้แล้ว......ได้แต่ปล่อยให้ตาเหม่งลากไปมาตามชอบใจ......ประมาณว่าจะไปไหนก็ไปเถอะจ้ะ ยอมแล้ววว......โดยที่ตัวตาเหม่งไม่รู้เลยว่า ที่ทำอยู่น่ะ คือ ตัวเองตีขา ว่ายน้ำเอง !!!!


ที่เกาะนี้.......เราไม่เห็นปะการังซักเท่าไหร่นะ......แต่มีปลาซะเยอะค่ะ......แล้วก็ที่แย่หน่อยก็คือ เป็นหาดหินค่ะ......เลยได้แผลกันมาสักคนละนิดละหน่อย........แต่ที่ดีมากๆ คือ น้ำใสม๊ากกกกกกกกกกก ค่ะ ^^

พอลากตาเหม่งลงน้ำตัวเปียกๆ แล้ว พวกเราก็เดินถ่ายรูปกันค่ะ


ตรงชายหาดเนี่ย มีศาลอยู่ด้วยนะคะ เราเห็นศาลแล้วก็ไหว้ไปครั้งนึง โดยไม่คิดไร.......แต่มีเรื่องให้เห็นได้ว่า ศาลศักดิ์สิทธิ์ด้วยค่ะ........เรื่องของเรื่อง ก็คือ ใบชา ผู้เล่นน้ำ ดำน้ำตั้งแต่มาถึง.......เพราะฉะนั้นชีก็จะครอบครอง snorkle กะ หน้ากากไว้หนึ่งชุด.......ว่ายไปว่ายมา......ทำอีท่าไหนไม่รู้ค่ะ......ชีทำหายไป !!!!

พอเรารู้แทบกรี๊ดดด เพราะไม่อยากโดนปรับน่ะ (เราเช่า snorkle กะหน้ากากเอานะคะ ไม่ได้มีส่วนตัว) ......ใบชากะป๊าเค้าเลยช่วยกันหาใหญ่เลย.......ซึ่งเราน่ะ ทำใจแล้วล่ะ ว่าคงไม่ได้คืน เพราะคลื่นแรงขนาดนี้ แล้วหายตรงไหนก็ไม่รู้ โอกาสที่จะหาเจอเท่ากับ “ศูนย์” เลยค่ะ

เราเลยกะแค่ว่าจะต้องเรียกใบชามาดุ(อย่างรุนแรง) เพราะจริงๆ เราสอนวิธีรักษาไอ้เจ้า snorkle ให้แล้ว......แต่ชีคงไม่ได้ทำตามค่ะ เอามาคาดไว้บนหน้าผากซะงั้น ซึ่งใบชาตัวเล็กนิดเดียว ถ้าเผลอละก็ หลุดจากหน้าผากไปได้ง่ายแน่ๆ

อ๊ะ อ๊ะ.......อย่าว่าเราโหดนะ.....เพราะเรื่อง snorkle กะหน้ากากหายเนี่ย เกิดขึ้นทุกทริปที่ไปทะเลค่ะ.......ต้อง “เซ่น” snorkle ให้ท้องทะเลทุกครั้งเลย......เพราะงั้น ถึงบอกให้ระวังไงคะ เพราะค่าปรับไม่ถูกนะ ซื้อของใหม่ได้เลยอ่ะ (_ _)

ใบชาเองก็กลัวเราดุมากค่ะ......ชีเลย “ขอ” ศาลที่ตั้งอยู่บนฝั่งค่ะ ว่าขอให้หาเจอ แล้วถ้าหาเจอ คืนนี้ชีจะสวดคาถาชินบัญชรถวาย 3 จบค่ะ

และแล้ว........ชีก็สามารถหา snorkle กะหน้ากาก เจอน่ะ.......ท้องทะเลอันกว้างขวาง ทะเลก็คลื่นแรง......สามารถเจอได้.......แบบนี้ไม่ศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่รู้จะเรียกว่าไรแล้วค่ะ ^^

พวกเราเล่นน้ำ ดำน้ำ ดูโน่นดูนี่ อยู่จนบ่ายสามโมง.......ก็หมดแรงค่ะ เลยเรียกเรือมารับกลับฝั่ง

ขากลับก็เหมือนเดิม....น้ำสาดกระเซ็นเต็มหน้าเหมือนเดิม แต่ไม่ค่อยหยั่นแล้วค่ะ เพราะตัวเปียกมาอยู่แล้วอ่ะ


ถึงฝั่งน้ำลงพอดี......เรือเข้าไปส่งไม่ได้ เลยต้องเดินขึ้นฝั่งไปด้วยระยะทางที่ไกลพอสมควร........เรียกได้ว่า “ขาลาก” ค่ะ T_T

จากนั้น พวกเราก็กลับบ้านเพื่ออาบน้ำเตรียมตัวออกมารับมาเฟียที่มาฝากร้านสัตวแพทย์ไว้มะเช้า แล้วก็ไปหม่ำมื้อเย็นต่อกัน.....วันนี้มุ่งหน้าไป “จังซีลอน” ค่ะ......ขอหม่ำในห้างบ้าง......ก็เลยมุ่งหน้าไปที่ “ฟูจิ” ^^

กะว่า แซลมอนที่นี่คงสดกว่าที่กรุงเทพค่ะ......5555.....ล้อเล่นค่า


ขอรูปคู่นิดนึง ^^


หม่ำเสร็จก็เดินเล่น......ช้อบปิ้ง......ถ่ายรูป


แล้วก็เล็งเห็นว่า......ยังไม่ดึกเลยอ่ะ........ก็เลยมุ่งหน้าไป “ทุ่งคา กาแฟ” กันต่อค่ะ......เมย์บอกว่าชาอร่อยม๊ากกกก ต้องลอง !!!!

นี่วิวภูเก็ตตอนกลางคืนที่ “ทุ่งคา กาแฟ” ค่ะ


สมัยก่อน (เมื่อซัก 20 กว่าปีก่อนได้) ถ้าเราจำไม่ผิด “ทุ่งคา กาแฟ” ไม่มีอาหารขายนะคะ......แต่ครั้งนี้.......เป็นร้านขายอาหารด้วย......เจริญรุ่งเรืองไปเรียบร้อยแร้นนนน.......แต่พวกเราก็สั่งกันแต่ ชาและกาแฟค่ะ......เพราะยังอิ่มตื้อออ กันอยู่เลย

รสชาติของชาก็อร่อยดีนะคะ แต่ราคาเนี่ย......เทพเกินไปหน่อยค่ะ T_T


นั่งหม่ำกันได้ไม่นาน......ก็เดินทางกลับกันค่ะ.......แต่ยังไม่กลับบ้านนะคะ เพราะว่า อีตาน้องชายบอกว่า ตรงตลาดเนี่ยมีร้านขาย “ทับทิมกรอบ” เจ้าอร่อยอยู่ร้านนึง.......อร่อยมากกกก.....และเปิดขายตอนมืดๆ เท่านั้น......พวกเราเลยมีภารกิจใหม่ คือ ตามหาทับทิมกรอบร้านนี้แหละค่ะ

ลงจากเขาคนละทางกับทางขึ้น......เป็นความผิดพลาดอันใหญ่หลวง เพราะเราต้องไปเริ่มต้นหาทางไปตลาดกันใหม่.......เรียกได้ว่า ต้องถามทางไปเรื่อยๆ ทีเดียว......แต่แล้ว....ก็เจอร้าน “ทับทิมกรอบ” ในที่สุดค่ะ......เย้ เย้

ดูจากหน้าร้านน่าจะขายน้ำเต้าหูมากกว่าทับทิมกรอบนะคะเนี่ย ^^"


พอถึงร้าน......หม่ามี๊กะใบชาสมัครใจรออยู่บนรถค่ะ เพราะหม่ามี๊บอกว่า ไม่สามารถหม่ำอะไรได้อีกแล้ว.....ส่วนใบชาก็เล่นน้ำมาง่วงงุนเป็นที่สุด.......เรา ตาเหม่ง เมย์ และเจ้าป้อมน้องชาย เลยลงไปกันแค่สี่คน......โดยมีใบชาส่งเสียงบอกว่าซื้อมาเผื่อหนูด้วยนะคะ

เรากะตาเหม่งสั่งทับทิมกรอบมาแบ่งกันถ้วยนึง เจ้าป้อมสั่งของตัวเองอีกถ้วย......ส่วนเมย์สั่งเต้าทึงค่ะ
หลังจากลองลิ้มชิมรสแล้ว ก็ปรากฎว่าอร่อยดี......น้ำกะทิของทับทิมกรอบหอมมากกก เหมือนผสมนมด้วยค่ะ......ตัวทับทิมกรอบเราว่าเฉยๆ นะ......ส่วนเต้าทึงก็เป็นน้ำลำใย เท่าที่ไต่ถามเมย์ เมย์ก็บอกว่าโอเคค่ะ......ถ้าได้มาภูเก็ตก็มาลองได้นะคะว่าถูกใจมั้ย......ที่สำคัญราคาเหมาะสมค่ะ ไม่เทพนะคะ ^^

พุงเต่งเรียบร้อย ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม และของหวานแบบนี้......คืนนี้นอนหลับสบายแน่ๆ ค่ะ

12.26.2008

Phuket Trip : วัดพระใหญ่-สารพัดหาด-แหลมพรหมเทพ

วันนี้ตื่นสายได้ใจมาก......เมย์ไปทำงาน แต่พวกเราหลับกันอุตุค่ะ....ก็มาพักผ่อนอ่ะเนอะ ^^

พอตื่นนอน.....ก็ควานหาข้าวแกงปักษ์ใต้อร่อยๆ ทานค่ะ......วิธีหานั้น ไม่ยาก.....แค่ขับรถไปตามทาง เจอร้านไหนน่าสนใจก็แวะเลย.....แค่นี้เอง

น้องชายบอกว่า ข้าวแกงที่นี่ อร่อยแทบทุกร้าน......แต่ต้องเป็นคนที่ชอบรสเด็ดๆ แบบเผ็ดสะใจนะคะ.....และจากผลการทดสอบ ก็เป็นแบบนั้นจริงๆ อร่อยจริงๆ ซะด้วยแหละค่ะ......ทานเสร็จเล่นเอาร้อนท้องวูบวาบเลย ^^

พออิ่มท้องเรียบร้อย......วันนี้เราเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการไปไหว้พระวัดใหญ่ค่ะ.......เป็นพระองค์โตที่เห็นระหว่างทางไปวัดฉลองเมื่อวาน.......สวยจนต้องหาโอกาสขึ้นไปสักการะค่ะ

การเดินทางก็ไม่ยาก เพราะสามารถนำรถขึ้นไปได้ถึงตัววัดเลย......จากที่จอดรถเดินขึ้นไปอีกนิดหน่อยก็ถึงองค์พระค่ะ......เรากะตาเหม่งว่า อารมณ์คล้ายๆ ขึ้นไปไหว้พระใหญ่ที่ฮ่องกงยังไงยังงั้น ^^


ตอนนี้ ตัวองค์พระเสร็จแล้วค่ะ......เป็นสีขาวทั้งองค์ แต่ยังต้องตกแต่งอีกเยอะ......เป็นต้นว่า ตอนนี้ก็ยังไม่ได้เอาเนตรไปแปะเลย.....พวกเราเลยได้ทำบุญบริจาคเงินสร้างเนตรให้ท่านด้วย^^

ตรงส่วนนี้มีจุดชมวิวด้วยนะคะ......แล้วที่เจ๋งก็คือ ตรงพื้นของจุดชมวิวเนี่ย ทำเป็นแบบปูหินก้อนนูนๆ เป็นจุดๆ น่ะค่ะ......เค้าให้ใช้บริหารเท้า แต่ไม่ได้ถ่ายรูปตรงพื้นมาให้ดู (_ _")


พระองค์นี้ อยู่ตรงข้ามพระใหญ่ค่ะ


พอไหว้พระใหญ่ขอพรเรียบร้อยแล้ว......ได้แอบแวะร้านเหล้าริมทางนิดนึง เพราะคิดว่าเป็นร้านกาแฟริมเขาเหมือนเวลาไปเที่ยวเหนือน่ะ......แต่จริงๆ ไม่ใช่ เค้ามีขายแค่กาแฟร้อน ที่เหลือเป็นน้ำอัดลม กะพวกอัลกอฮอล์ เลยสั่งน้ำอัดลมไปสองกระป๋อง.......เจอเข้าไปกระป๋องละ 35 บาทได้มั้ง.......หาเรื่องจริงๆ (_ _)

จากนั้นก็เดินทางท่องเที่ยวต่อ.............คราวนี้พวกเราจะไปเยี่ยมชมตามหาดต่างๆ ค่ะ

จุดแรกที่แวะคือ “จุดชมวิว 3 อ่าว” เพราะสามารถเห็นวิวของหาดได้ถึงสามหาดด้วยกัน......ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็น กะรน กะตะน้อย แล้วก็กะตะ ค่ะ.......ถ้าผิดพลาดขอโทษนะคะ จำไม่ค่อยได้ค่ะ แบบว่า ได้ยินคนแถวๆ นั้นพูดกันเฉยๆ ไม่แน่ใจว่าถูกรึเปล่า ^^"


สภาพน้องชายตอนทำท่ายกหินค่ะ.......55555


พวกเราจอดถ่ายรูปอยู่ตรงนี้นานพอสมควรค่ะ เพราะวิวสวย ลมเย็น แม้คนจะเยอะพอควร แต่ไม่พลุกพล่านเท่าไหร่ ^^


จากนั้นก็ไป “หาดกะรน” หาดโปรดของหม่ามี๊......ได้ทดลองเดินบนทราย......แล้วก็ดังเอี๊ยดๆ จริงๆ ด้วยล่ะค่ะ......ทรายละเอียดดีจริงๆ เล้ยยยยย


ที่แรกหม่ามี๊จะให้นั่งเล่นกันที่หาดนี้ แต่ไม่อยากให้เช่าเตียงนอน เพราะราคาขั้นเทพ.......หลังจากเดินๆ ย่ำๆ กันซักพัก ก็ทนอากาศร้อนไม่ไหว.......ต้องขอลี้ภัยไปเที่ยวหาดถัดไปดีกว่า

แล้วพวกเราก็ขับรถแบบหลงทางไปเรื่อยๆ ไปแวะหาดกะตะ และกะตะน้อย......แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมาเลยค่ะ ได้แค่แวะไปดูเฉยๆ......แล้วก็......ไม่มีที่นั่งราคาถูกให้เรานั่งด้วยล่ะ

แล้วก็วนไปจนถึง “หาดในยาง” กะ “หาดนายหาน”......เพื่อแวะไปถามราคาเรือไปเที่ยวเกาะ.....น้องชายอยากไปเที่ยว “เกาะเฮ” ค่ะ.......ตอนแรกได้ที่ราคาสองพันกว่า......จนไปอีกหาดก็ได้ที่พันหกค่ะ......ราคาหายไปพันนึงเลยอ่ะ......เลยขอเบอร์โทรศัพท์เค้ามาเพื่อติดต่อกลับไป

จากนั้น......ก็ไปไฮไลท์ของภูเก็ตค่ะ.....นั่นคือ “แหลมพรหมเทพ” นั่นเอง

ถึงแม้ว่า เราเคยมาภูเก็ตหลายรอบแล้ว แต่เคยไปแหลมพรหมเทพมาแค่ครั้งเดียวตอนเด็กมากๆ ค่ะ.......ตอนนั้นจำได้ว่า ยังไม่มีลานจอดรถดีๆ แบบนี้ เหมือนว่าต้องจอดตามเนินด้วยซ้ำ แล้วก็ต้องใส่เบรคมือ ล็อคล้อดีๆ เพราะเค้าว่ากันว่า ถ้าลมแรงๆ ละก็ มีรถปลิวตกไปแล้ว (_ _)

พอมาอีกครั้ง......รู้สึกแปลกตาไปหมดเลยค่ะ......เหมือนไม่เคยมาเลย.....กล่าวคือ จำอะไรไม่ได้ซักกะอย่าง ^^"

พอจอดรถเสร็จ ก็ขึ้นบันไดไปด้านบนค่ะ......ขึ้นไปได้พอเหนื่อย ก็จะเห็นจุดชมวิว......แล้วด้านหลังเป็นเกาะไรไม่ทราบค่ะ......และเรายังคงสงสัยว่า ตรงไหนคือแหลมพรหมเทพ ????


หม่ามี๊เลยบอกได้เดินต่อไปอีกนิด......คราวนี้มีศาลพระพรหม กะอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรค่ะ


และยังคงไม่เห็นแหลมพรหมเทพ !!!!

พอสักการะทั้งสองที่ข้างต้นเสร็จ........เราเลยไปถามเจ้าหน้าที่ค่ะ ว่าแหลมพรหมเทพอยู่ตรงไหน......แล้วก็ได้คำตอบว่าให้เดินลงเนินไปอีกค่ะ ซึ่งถ้าจะไปให้สุดแหลมก็ไกลพอสมควร (_ _)

ฟังแล้วก็ถอดใจค่ะ.......แต่มาถึงแล้ว.......ก็ต้องเดินไปแหละค่ะ

เดินไปไม่ไกล ก็เห็นแหลมพรหมเทพแล้วค่ะ........เลยถ่ายรูปหน่อย


กลายเป็นว่า.......ถ้าจะต้องเดินไกลแบบที่ว่า คือ ต้องไต่เขาลงไปด้านล่างค่ะ.......ซึ่งเราคงไม่ไปอ่ะ......ไกลเกิน ปีนไม่ไหวหรอกค่ะ........อาศัยดูวิวตามขอบๆ แบบนี้ละกัน ^^


และด้วยความตั้งใจว่าจะมาดูพระอาทิตย์ตกที่แหลมพรหมเทพ......เราเลยนั่งรอโดยการควักหนังสือมานั่งอ่านค่ะ 55555


เรานั่งอ่านหนังสือแบบไม่สนใจใคร......เวลาผ่านไปซักพักใหญ่.......หม่ามี๊ก็ชวนลงไปหาไรหม่ำกันดีกว่า......ไม่ต้องดูหรอกพระอาทิตย์ตกน่ะ ดูที่บ้านก็ได้.......หม่ามี๊ว่า

แห๋มมมมม.......ช่างไม่โรแมนติกเลย หม่ามี๊นี่ !!!!

แต่ตาเหม่งเข้าข้างหม่ามี๊ค่ะ เพราะว่านั่งรอเฉยๆ แบบไม่มีอะไรทำคงน่าเบื่อน่าดู.......ตาเหม่งบอกว่า เราไม่เบื่อเพราะมีหนังสืออ่าน แต่คนอื่นเค้าไม่มีนี่นา

เอ๋า.........ก็ไม่หอบมาเองนี่นา......ชิชะ

แต่.........เราก็ขัดหม่ามี๊ไม่ได้หรอกค่ะ........คือ ไม่มีใครขัดหม่ามี๊ได้อยู่แล้วค่ะ...... 555555

พวกเราเลยต้องเคลื่อนขบวนกลับ.......และรูปพระอาทิตย์ตกที่อยากได้......ก็ได้มาแค่ “พระอาทิตย์เกือบตก” แบบนี้แหละค่ะ ^^


พอลงจากแหลมพรหมเทพแล้ว......พวกเราก็มุ่งหน้าไปหาอาหารทะเลทานที่ “หาดในยาง” ค่ะ.......เพราะตอนวนไปวนมานั่น เล็งเห็นว่ามีร้านแบบชาวบ้านๆ เยอะอยู่.......พอไปถึงก็เดินเลือกร้านว่าจะทานร้านไหนดี........ในที่สุดหม่ามี๊ก็เลือกได้ร้านที่มีหอยลายตัวใหญ่เป้งงงงค่ะ

มื้อนี้ อาหารรสชาติธรรมดามาก......ต้องส่งไปให้แม่ครัวปรุงใหม่หลายรอบ เพราะเค้าทำรสแบบชาวบ้านจริงๆ ค่ะ.......แต่พวกเราก็เพลิดเพลินนะ สนุกดีค่ะ แล้วแม่ครัวกะเจ้าของร้านก็อัธยาศัยน่ารักดีด้วย ^^

แล้วพอคุยไปคุยมา พอเค้ารู้ว่าเราจะหาเรือไปเที่ยว “เกาะเฮ” วันรุ่งขึ้น.....เค้าเลยบอกว่าสามีเค้าขับเรือเหมือนกัน แล้วคิดราคาเดียวกันก็ได้.......น้องชายคุยแล้วถูกใจ ก็เลยเปลี่ยนใจไปกะเจ้านี้แทนซะงั้น......555555

อ้อ........มื้อนี้ ไม่มีรูปอาหารเหมือนกันค่ะ.......ไม่ได้ลืม แต่คิดว่าทานกันชิวชิว แล้วก็อาหารทะเลธรรมด๊า ธรรมดาเลยจริงๆ ค่ะ เลยไม่ถ่ายมาเลย ^^

12.25.2008

Phuket Trip : วัดพระทอง-วัดฉลอง-หาดป่าตอง

ทริปนี้เกิดขึ้นเพราะความอยากของหม่ามี๊ น้องชาย และใบชา เพียงสามคนค่ะ

เรื่องของเรื่องก็คือ เพื่อนของเราคนนึง ชื่อ “เมย์” ย้ายไปทำงานที่ภูเก็ต และชวนให้เราไปเที่ยวโดยให้พักที่บ้านคุณเพื่อนได้..........พอหม่ามี๊รู้ว่า เราสามารถไปเที่ยวภูเก็ตได้โดยไม่ต้องเสียค่าที่พักอันแสนแพง........เลยให้เราเจรจาต้าอ่วยกะคุณเพื่อน เพื่อไปเที่ยวภูเก็ตกันซะเลย.....ทีแรกตั้งใจไว้ว่าจะไปกันหลายคืน แต่ไปจริงๆ ก็กลับก่อนกำหนด 1 วัน

พวกเราออกเดินทางกันคืนวันที่ 24 ธันวาค่ะ......ฤกษ์เดินทางคือ สามทุ่ม แต่ก็เลทไปเป็นสามทุ่มสิบเก้านาที ตามฟอร์มที่ต้องสายเสมอไม่มีทางตรงเวลา

พลขับของทริปนี้มีคนเดียวค่ะ น้องชายของเราเอง......พี่แกขับจากบ้านไปจนถึงป่าตองได้ตอน หกโมงครึ่งของเช้าวัน X’mas .......เรียกได้ว่า ทำเวลาได้ดีมาก เพราะเอารถน้องชายอีกคนไป และเสียเวลาเติม NGV กันไปตลอดทาง เพราะ NGV หนึ่งถัง (ของรถน้องชาย) นั้น เดินทางได้แค่ 150 กม. เอง.......เพราะงั้นก็ต้องขับรถไปแบบหวานเย็นมาก.....แต่น้องชายทำเวลาได้ขนาดนี้ ถือว่าเยี่ยมเลยค่ะ

พอถึงป่าตอง ก็โทรถามคุณเมย์ว่าบ้านอยู่ตรงไหน.....คุณเมย์ก็ตอบไม่ได้ เพราะเพิ่งมาอยู่ภูเก็ตไม่ถึง 2 เดือนเลย......แถมงานก็ยุ่งขิงมาก ไม่ค่อยได้ออกไปเยี่ยมชมอะไรเท่าไหร่.......แต่ในที่สุด ก็เจอกันจนได้.....แล้วคุณเมย์ก็พาเข้าบ้าน......พวกเราถึงบ้านคุณเมย์เรียบร้อย ก็เตรียมตัวพักผ่อน ในขณะที่คุณเมย์เตรียมตัวออกไปทำงาน แถมวันนี้มีชุมกะลูกความด้วย......โฮะ โฮะ ช่างน่าสงสารซะนี่กระไร.......โฮะ โฮะ

หลังจากคุณเพื่อนเมย์ออกไปทำงาน......พวกเรานอนอุตุอิ่มแล้ว.......ก็ออกไปหาซื้อไก่ทอดแถวๆ บ้านมารองท้องก่อนออกไปจัดการภารกิจหลักที่มาภูเก็ตเป็นอย่างแรกค่ะ.....ซึ่งภารกิจก็ลุล่วงไปได้เป็นเบื้องต้นค่ะ......พอภารกิจลุล่วงไปบ้าง.......ก็เลยได้ออกไปเยี่ยมชมภูเก็ตกัน

ที่แรก...... “วัดพระทอง” หรือ “วัดพระผุด” ค่ะ


ตามประวัติของ “พระผุด” ก็คือ มีเด็กเลี้ยงควายคนนึงไปเลี้ยงควายกลางทุ่งค่ะ แล้วก็เห็นหลักอันนึงโผล่พ้นดินขึ้นมา เก๊าะเลยเอาควายไปผูกไว้.....ผลคือ ควายตาย....แล้ววันรุ่งขึ้น พ่อของเด็กคนนั้นก็พบว่าเด็กตายเหมือนกัน ก็เลยไปเล็งหลักนั่น แล้วก็พบว่า จริงๆ เป็นพระค่ะ

ตรงหน้าพระผุดองค์จริงจะมีป้ายห้ามแปะทองที่องค์พระ แล้วก็ถ้าจะถ่ายรูปก็ให้ถ่ายห่างจากองค์พระ 2 เมตร แต่มีองค์จำลองให้ปิดทองนะคะ


ซึ่งตรงนี้แหละค่ะ ที่หม่ามี๊ไม่อ่านป้ายอะไรเลย ไปแปะทองที่องค์จริงซะอย่างงั้น เราเห็นแล้วร้องกรี๊ดดด เลยอ่ะ ห้ามกันแทบไม่ทันเลยทีเดียว.....ยิ่งอ่านประวัติแล้วยิ่งไม่ควรแตะองค์ท่านด้วย....เฮ้อออ....แม่ใครหว่า ไม่อ่านอะไรเล้ยยยย (_ _)

ออกจาก “วัดพระทอง” พวกเราก็มุ่งหน้าไปไหว้ “หลวงปู่ทวด” ที่ “วัดฉลอง” ค่ะ......มาภูเก็ตทั้งที ต้องไปไหว้พระที่วัดฉลองนะคะ ^^


บรรยากาศของวัดโดยทั่วไปค่ะ


ไหว้พระขอพรเรียบร้อย ก็ซื้อประทัดจุดให้ท่านค่ะ......ขอบอกว่า แม้จะซื้อแค่ตับเล็กๆ แต่เสียงดังยาวนานจิงๆ.....555555


ฟังเสียงประทัดดังเปรี้ยงปร้างแล้ว ก็เข้าไปเยี่ยมชมกุฎิจำลองของหลวงพ่อวัดฉลองค่ะ......ที่นี่แหละที่ป๊าของใบชาไปถามเจ้าหน้าที่ว่าใช่กุฎิของหลวงพ่อมั้ย แล้วเจ้าหน้าที่ตอบว่า “ให้ไปอ่านป้ายเอาเอง”........โอ้แม่เจ้า อะไรจะดุกันขนาดนี้ค้า.....หื้อ หื้อ หื้อ????


ออกจากวัดฉลอง......ก็ไปแวะ “หาดป่าตอง” เพื่อให้เท้าได้เหยียบทรายมั่งค่ะ.......มาทะเลทั้งทีนี่เนอะ ^^

ทรายที่นี่ละเอียดดีค่ะ.......แต่หม่ามี๊บอกว่า ที่หาดกะรนละเอียดกว่ามาก เดินแล้วทรายจะดังเอี๊ยดๆ เลย......เราเองเคยไปแล้วเหมือนกัน แต่ไม่เคยสังเกตแฮะ......ไว้ต้องไปอีกทีว่าจริงอย่างที่หม่ามี๊บอกมั้ย
พวกเรายืนอยู่ที่ป่าตองได้ซักพัก.......พอพระอาทิตย์เริ่มตก ก็กลับบ้านกันค่ะ.......วันนี้คุณเมย์จะพาไปหม่ำๆ ที่ร้านส้มตำแถวๆ ริมผาค่ะ

พอไปถึง......ก็พบว่า......มันไม่ใช่ร้านส้มตำซักกะหน่อย เป็นร้านอาหารธรรมดาที่ขายส้มตำต่างหาก......เก๊าะเลยหม่ำกันสนุกสนาน......และที่ติดใจมากคือ ปลาซาบะเผาค่ะ......ไม่น่าเชื่อว่าปลาซาบะเนี่ยจะเอามาหม่ำกะน้ำจิ้มซีฟู้ดได้แบบนี้.....อร่อยจริงๆ

อ้อ.......ไม่มีรูปอาหารนะคะ เพราะว่า.....หิวมั่กกกก......ลืมถ่ายรูปค่ะ......ส่วนชื่อร้าน ก็จำไม่ได้ด้วย.....แหะ แหะ ^^

12.19.2008

ครั้งที่ 27 @ Terano

วันนี้ฉลองเดือนที่ 27 ของเราสองคนไกลหน่อยค่า ^^

วันนี้ตื่นแต่เช้า.....ตื่นปุ๊ปก็ surf เนตปั๊ป......เดือนนี้เราตกลงกันว่าจะไปฉลองโดยการเที่ยว “ทุ่งทานตะวัน” แล้วก็หาไรทานกันสบายๆ ค่า.......ดูง่ายเนอะ......แต่จริงๆ มันยากตรงที่ว่า เราจะไปดู “ทุ่งทานตะวัน” กันที่ไหนดีน๊า ????

ลองอ่านโน่นนี่ดูก็พบว่าน่าจะไปแถวๆ สระบุรี หรือลพบุรีแหละค่ะ.......แต่ไปที่ไหนดีละเนี่ย ?????
ปรึกษาน้องชาย.....พี่แกเลยบอกว่าให้ไปทาง “ไร่ปภัสรา” .....ทางไปแถวๆ นั้น จะมี “ทุ่งทานตะวัน” อยู่ แล้วก็จะผ่าน “อุโมงค์ต้นไม้” จนไปเที่ยว “น้ำตกเจ็ดสาวน้อย” ได้เลยด้วย.....เอออ......มีคนช่วยบอกทางแบบนี้ เพราะงั้น ไปแบบที่ว่านี่แหละค่ะ......ง่ายดี ^^


อาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อย โดยเลือกใส่เสื้อสีชมพูที่ซื้อมาเหมือนๆ ตาเหม่งตอนไปเดินเล่นแถวสะพานพุทธมาใส่......ตาเหม่งเห็นก็ถามว่า เค้าต้องใส่เหมือนกันด้วยรึเปล่า เลยบอกไปว่า ไม่ต้อง.....แค่ซื้อมาใหม่ เลยอยากใส่ตัวนี้เท่านั้นเอง ไม่ได้คิดว่าต้องใส่เหมือนๆ กัน.......แต่ตาเหม่งเล็งไปมา เห็นเรากางเสื้อตัวของตาเหม่งไว้ เพราะกลัวยับ แต่ตาเหม่งคิดว่าเราเตรียมไว้ให้......เลยหยิบมาใส่ด้วย เพราะกลัวเราเสียใจ.......กลายเป็นว่า เราสองคนได้ใส่เสื้อทีมในวันครบรอบ 27 เดือนไปซะเลย ^^

ออกเดินทางไปทางมอเตอร์เวย์ บางปะอินเหมือนเคย.......พอเข้าสระบุรีไปนี้ดเดียวก็เจอกะ “ทุ่งทานตะวัน” แล้วค่ะ......ทุ่งใหญ่พอสมควร แต่ดอกทานตะวันที่นี่ดอกใหญ่มากกกกก


ตาเหม่งถามว่าจะลงตรงนี้เลยใหม่........เรารีบบอกว่า.....ลงค่า ลง เอาตรงนี้แหละ.......สวยดี

ว่าแล้วก็เลยลงไปถ่ายรูปกัน.......ตอนไปถึงเจอเด็กนักเรียนเพียบค่ะ.......มีรถบัสอยู่ 5-6 คัน........เสียงเด็กเจี๊ยวจ๊าวเลย คาดว่า ครูคงพากลับจากค่ายแล้วมาแวะให้ถ่ายรูปที่นี่อ่ะค่ะ........แต่ซักพัก เด็กๆ ก็ขึ้นรถจากไป.......เลยมีคนมาชื่นชม “ทุ่งทานตะวัน” แบบบางตา........เราสองคนเลยได้ถ่ายรูปกันเพียบ !!!!
ฮูเร่.......ชอบดอกทานตะวันจริงจริ๊ง !!!!



ออกจาก “ทุ่งทานตะวัน” ภารกิจของเราก็เสร็จสิ้นลง เพราะเรากะว่าอยากจะมาเที่ยวทุ่งทานตะวันจริงๆ ไม่ได้คิดว่าจะอยากไปที่ไหนต่ออีก........ประมาณว่า ได้ดูทุ่งทานตะวันก็พอแล้ว......ที่เหลือจะไปไหนก็ได้ ^^

และเพราะไม่ได้แพลนเอาไว้........เราสองคนเลยมุ่งหน้าไป “ไร่ปภัสรา” ต่อก็แล้วกัน......ระหว่างทางผ่าน “ไร่องุ่นคุณมาลี” ก็เลยเข้าไปเยี่ยมชมซะหน่อย เพราะในหนังสือแผนที่บอกว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวเหมือนกัน......เข้าไปถึงก็แวะซื้อพายองุ่นมาชิมชิ้นนึง (ขอบอกว่า ไม่ถูกใจเลยค่ะ แป้งเยอะๆ ไม่รู้สึกถึงองุ่นเล๊ยยยย) แล้วก็ถามเจ้าหน้าที่ว่ามีอะไรให้ชมบ้าง.......เค้าบอกว่ามีต้นองุ่นให้ดูอยู่นิดหน่อย เลยเดินเข้าไปดูกัน........ก็เลยเห็นแปลงโชว์ตัวองุ่นเล็กๆ อยู่ด้านซ้ายมือ คล้ายๆ ว่าปลูกขึ้นมาให้คนถ่ายรูปกะองุ่นอะไรประมาณนี้อ่ะค่ะ เลยเข้าไปถ่ายรูปซะเลย


เดินลึกเข้าไปอีกนิด เป็นกรงกวางดาวค่ะ.......หน้าตาบ่องแบ๊วมากกกกก


เราสองคนเยี่ยมชมที่นี่ไม่นานค่ะ เพราะดูไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่......คาดว่า เสาร์อาทิตย์คงไม่คนเยอะกว่านี้ละมั้ง.....นี่มาวันธรรมดา เลยเฉยๆ อ่ะค่ะ.....แหะ แหะ

พอพ้นจากไร่องุ่น......ก็มุ่งหน้าต่อไปยัง “ไร่ปภัสรา”.......ระหว่างเห็นป้ายเขียนว่า “อุโมงค์ต้นไม้”......เลยมองหากัน.......แต่ก็......ไม่เห็น.......คือ เห็นต้นไม้โค้งๆ เหมือนจะสามารถเป็นอุโมงค์ได้เหมือนกัน......แต่ก็หรอมแหรมเต็มที่.....เลยไม่ได้จอดรถถ่าย แต่เราโผล่หัวจากรถไปถ่ายแทน.......ได้มาประมาณนี้ล่ะค่ะ......ใช่อุโมงค์ต้นไม้รึเปล่าก็ไม่รู้ ดูไม่เหมือนเล๊ยยยยย !!!!


ในที่สุด......หลังจากหลงทางกันพอหอมปากหอมคอ.......ก็มาถึง “ไร่ปภัสรา” ค่ะ


จริงๆ ระหว่างทางมาไร่ จนถึงตรงทางเข้าไร่ก็มี “ทุ่งทานตะวัน” อยู่ตามทางเรื่อยๆ นะคะ......แต่มีแบบเหี่ยวไปแล้วบ้าง หรือถ้ายังไม่เหี่ยวก็ดอกไม่ใหญ่เท่าตรงที่แวะตอนแรก........เลยรู้สึกว่า ตัดสินใจไม่ผิดจริงๆ ที่แวะตั้งแต่ทุ่งแรกที่เจออ่ะค่ะ ไม่งั้นคงเสียดายแย่เลย

เข้ามาในไร่ ก็ป๊ะเอากะร้านอาหารชื่อ “Mr. A” ก่อนเลยค่ะ.......เราไปเล็งเมนูแล้วก็เฉยๆ.......เพราะเป็นสเต็กกะอาหารไทยธรรมดาๆ........เราไม่แน่ใจว่า ถ้าหม่ำสเต็กตรงนี้เนื้อจะดีรึเปล่า เลยไม่อยากลอง ส่วนเมนูอื่นก็เฉยๆ.......ตาเหม่งเลยเดินไปซื้อน้ำองุ่นมาชิมแก้วนึง......รสชาติก็โอเคค่ะ แต่ราคาแก้วละ 35 บาทเนี่ย แพงใช้ได้เหมือนกันนะ


แล้วก็เห็นพายองุ่นเหมือนกันค่ะ......ท่าทางน่ากิน......แต่เข็ดจากร้านที่แล้ว เลยไม่เอาดีก่า......ไม่อยากผิดหวังค่ะ......แต่ถ้าใครได้มาลองแล้วอร่อยก็บอกกันได้นะคะ เพราะเห็นคนมาซื้อเยอะเหมือนกัน.....แต่ก็อีกแหละค่ะ.....ตอนเราซื้อร้านที่แล้วคนก็มาซื้อหลายกล่องเหมือนกัน ก็คงอร่อยนะคะ แต่คงไม่ถูกใจเราสองคนมากกว่า ^^"

พอได้น้ำองุ่นแล้ว......เลยไปนั่งเล่นแถวๆ นั้น.......เพื่อลองคิดๆ กันว่าจะไปทำอะไรต่อดี


นั่งเล่นได้ซักแป๊ป.......ตาเหม่งก็พูดขึ้นมาว่า ตรงป้ายหน้าร้านเขียนว่า มีเมนูขาหมูเยอรมันกะลีโอ 1 เหยือก ราคา 199 บาทเองล่ะ........เราได้ฟังก็เออ น่าสนใจแฮะ........ไหนๆ ก็เลยมื้อเที่ยงมาตั้งนานแล้ว.......ลองชิมที่นี่ก็ได้.....บรรยากาศก็ดูร่มรื่นดี......แล้วก็มีคนมาทานที่นี่หลายโต๊ะเหมือนกัน.....น่าจะใช้ได้ละมั้ง

หาโต๊ะนั่งเรียบร้อยก็เลยถามถึงเมนูขาหมูเยอรมัน ได้คำตอบว่าราคา 199 บาทนั่น จะได้ขาหมูครึ่งขา กับลีโอเหยือกเล็กๆ........เราสองคนเลยถูกใจ เพราะถ้าได้มาทั้งขาคงทานไม่หมด ได้ครึ่งขาเนี่ยกำลังดี แล้วก็ไม่ได้อยากดื่มลีโอตอนบ่ายๆ เยอะๆ ด้วย ตาเหม่งต้องขับรถอีกอ่ะ......แบบนี้แหละ กำลังเหมาะ.....เลยจัดไป 1 ชุด

แต่ระหว่างสั่งก็มีเรื่องให้เสียอารมณ์นิดหน่อย เพราะน้องพนักงานคนแรกที่มารับออเดอร์พูดจาเสียงแข็งมาก เหมือนจะดูถูกมั้ยว่ากินอาหารโปรโมชั่นราคา 199 บาทน่ะ.......คือ ไม่ทราบว่าน้องจะกินลูกค้าเหรอค้า......ฟังแล้วเซ็งโคตร........เราเลยขี้เกียจคุยอะไรกะน้องคนนี้อีก......เดี๋ยววันดีๆ ของเราสองคนจะเสียบรรยากาศ เพราะเด็กไม่รู้จักกาละเทศะคนนึง

พอน้องคนเดิมจากไป......เราเลยถามน้องพนักงานอีกคน (ที่ดูหน้าตายิ้มแย้มกว่ากันมากกกก) ว่า มีเมนูแนะนำอะไรอีกคะ......น้องเค้าแนะนำเป็น “สเต็กเนื้อนกกระจอกเทศ” บอกว่า ที่นี่ดังเมนูนี้ค่ะ.........เราสองคนเลยสั่งมาลองชิมอีกจาน.....ไม่อยากบอกว่า สั่งแค่สองอย่างเนี่ย ราคาก็เหมือนบ้านที่มาทั้งครอบครัวแต่สั่งข้าวผัดกะอาหารธรรมดาๆ นะคะ.....เกลียดอินังน้องคนแรกจัง.....ถ้าคุณกบ ปภัสรา ได้มาอ่านนะ.....จัดการพนักงานด่วน.....โกดดดด !!!!!

ได้อาหารมา 2 อย่างเรียบร้อย พร้อมกะการเอาใจใส่กะน้องที่ไม่ใช่คนแรก.......อารมณ์เริ่มดีขึ้นค่ะ.....แล้วอาหารก็อร่อยดี.......ขาหมูอร่อย แม้จะไม่ร้อน เหมือนจะไม่ได้ทำใหม่ๆ แต่ปริมาณกำลังดีมาก เพราะพอเป็นแค่ครึ่งขาเนี่ย ทานกันได้หมดเกลี้ยงค่ะ (จากที่ปกติไม่ว่าจะสั่งร้านไหน อร่อยแค่ไหน ก็จะเหลือทุกที)......ส่วนสเต็กเนื้อนกกระจอกเทศเนี่ย อร่อยเลยล่ะค่ะ ไม่คาวเลย......ทานกันหมด ไม่เหลือเลย ^^


พอทานกันอิ่มหมีพีมันแล้ว.....เราสองคนก็ขับเข้าไปเยี่ยมชมในไร่ค่ะ......ที่นี่องุ่นสวยงามกว่าที่แรกเยอะเลย.....ลูกโต๊โต......แล้วก็เดินไปดูฟาร์มนกกระจอกเทศ.......เห็นนกเดินแล้วขำดีค่ะ......แต่ที่ขำกว่า คือ เห็นนกตัวนึงเกเรมาก เที่ยวพาลวิ่งไร่นกอีกตัวรอบฟาร์มเลย......แล้วพอไล่เสร็จมาเจออีกตัว ก็ไล่ตัวถัดไปอีก.......พาลจริงๆ ^^"


ออกจากไร่ปภัสรา.......ก็จะไปที่ Primo Posto ต่อค่ะ......เห็นตอนนี้กะลังฮิต.....ไม่อยากตกเทรนน่ะ.....555555

ระหว่างทางเจอต้นไม้โค้งๆ เหมือน “อุโมงค์ต้นไม้” อีกแล้ว......เลยโผล่ออกไปถ่ายรูปอีก.......แต่คราวนี้ลมเย็นมาก เลยโผล่หัวออกไปโต้ลมเล่นๆ ซะเลย......ชอบบบบบบบบ ^^


แต่......หลังจากที่เริงร่าได้ไม่นาน......ก็เริ่มมีเรื่องเครียดๆ ค่ะ เพราะเราหาทางไปร้าน Primo Posto ไม่ได้.....โทรไปหาที่ร้านก็ไม่มีคนรับสาย (แต่ตอนที่โทรไปตอนเที่ยงๆ มีคนรับนะ).......ตาเหม่งก็เริ่มหงุดหงิด......เราก็เซ็ง (เพราะตาเหม่งหงุดหงิด) ไม่รู้จะทำไงดี เลยโทหา “นางฟ้าพัช” ค่ะ........ให้พัชหาทางไปร้านให้หน่อย ซึ่งนู๋พัชก็ช่วยเหลือเป็นอย่างดีจนหาทางไปร้านได้......ขอบคุณนู๋พัชนะค้า ^^

ทางเข้าร้านตามที่นู๋พัชบอกคือ พอเห็น กม.144 ก็ให้กลับรถแล้วเลี้ยวเข้าซอยที่หน้าปากซอยเป็น Dairy Home ค่ะ.......แล้วตรงเข้าไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เจอร้านเอง.......ซึ่งเราสองคนก็ทำตามนั้น แต่ระยะทางจากปากซอยไปถึงร้านก็ไกลมมากกกกกกกกกกกกกก........แต่ที่แย่คือ เป็นถึงร้านดังแท้ๆ แต่ไม่มีป้ายบอกทางไปร้านเลยค่ะ.......เราสองคนขับรถไปแบบ......เฮ้อออ มาถูกทางมั้ยเนี่ยตรู (_ _)

กว่าไปถึงร้านก็เย็นมากแล้วล่ะค่ะ.......แล้วพอถึงร้านก็มีเรื่อง surprise อีก เพราะพบว่า เดี๋ยวนี้การเข้าไปในร้านมีการเก็บค่าเข้าด้วย ซึ่งก็ไม่แพงหรอกค่ะ คนละ 55 บาทแค่นั้นเอง แล้วก็สามารถเอาค่าเข้านั่นน่ะไปใช้ซื้อของได้.......แต่เราว่ามันก็ทะแม่งๆ อยู่ดี เพราะมันเป็นแค่ร้านอาหาร ร้านกาแฟน่ะ แล้วต้องจ่ายเงินค่าเข้าเนี่ย....มันตะขิดตะขวงใจยังไงพิกล เพราะเหมือนกับว่า ถ้าอยากเข้ามาก็ต้องจ่ายเงินนะจ๊ะ ถ้าจะแค่เข้ามาถ่ายรูปเฉยๆ ไม่ยอมนะค้า.....ต้องเงินมาเท่านั้น ถึงได้ถ่ายรูปชั้นนะ ถ้าไม่มีเงินก็อย่าแหยมเข้ามาน๊า

จริงๆ เราสองคงรู้สึกไปเองแหละค่ะว่ามันแปลกๆ คนอื่นๆ คงไม่คิดแบบนี้.....แต่เพราะเราคิดอีกแง่ว่า คนที่เข้าไปแล้วถ่ายรูปเฉยๆ เนี่ย......เค้าได้รูปสวยๆ มา คนก็ต้องถามว่า ถ่ายที่ไหน พอบอกชื่อร้าน คนก็ตามมาเป็นพรวน ร้านก็ดังขึ้น ของก็ขายง่ายขึ้น.....อย่างเราสองคนเองที่มาร้านนี้ก็เพราะเป็นร้านดังเนี่ยแหละค่ะ.....ซึ่งถ้าไม่มีคนถ่ายรูปมาลงเนตกันเยอะๆ เราคงไม่รู้จัก ไม่คิดอยากจะไป เพราะไม่ใช่ทางผ่านน่ะ ต้องดั้นด้นมาอ่ะนะ.......เพราะงั้น พอต้องจ่ายค่าเข้าไปดูตึก ไปกินกาแฟ เลยรู้สึกแปลกมากกกกกกกก

แต่เราสองคนก็ยอมจ่ายเงินเข้าไปนะคะ เพราะว่า ก็มาถึงแล้วนี่ อยากรู้ว่ามันมีอะไรพิเศษนักหรือ......ซึ่งจริงๆ ถ้ารู้ก่อนว่าต้องเสียค่าเข้า (แม้จะเอาไปซื้อของอะไรข้างในได้ก็ตาม) คงไม่ดั้นด้นหาทางเข้าร้านนี้ไปหรอกค่า....จริงๆ นะ ^^

เข้าไปแล้วก็สวยดีจริงๆ แหละ......บรรยากาศร้านก็ดี......ตัวเจ้าหน้าที่เฉยๆ ไม่ดุร้าย แต่ก็ไม่ได้ friendly อะไร......ส่วนกาแฟและขนมก็เฉยๆ อีกนั่นล่ะ......คือ เราว่า ถ้าร้านไม่สวยคงไม่มีใครดั้นด้นมากินกาแฟที่นี่เด็ดๆ

ก็บางทีเรารู้สึกว่า อาหารอร่อยกว่าปกติเพราะบรรยากาศดี ได้รับบริการที่ดีไงคะ แต่กะที่นี่.......มันกลับแบบตื้นตันตั้งแต่ตอนจ่ายเงินค่าเข้าละ.......เลยมองและรู้สึกอะไรอย่างเป็นกลาง ทุกอย่างดูเฉยๆ ไปหมด......แบบว่าไม่ได้ “อิน” ค่า.....55555555

อยากดูรูปที่ร้านนี้กันมั้ยคะ......จริงๆ แล้ว.....ก็ถ่ายมานิดหน่อยค่ะ.......เราเป็นคนถ่ายเองแหละ เพราะตาเหม่งเคืองจนไม่หยิบกล้องขึ้นมาเลย......แต่......ไม่เอาลงดีก่า......ไม่อยากจ่ายเงินค่าเข้าแล้วก็มาลงรูปโฆษณาให้อีก......ไม่ปลื้มค่ะ ^^

ออกจากร้าน.......เราสองคนก็เล็งว่า จะทานอะไรฉลองเดือนที่ 27 ดีน๊า.......จะเข้ามาในกรุงก็คงถึงดึกไป......จะทานร้านนั้นก็ไม่อยากอุดหนุนซะแล้ว.....คิคิ

จะว่าไป......ร้านเค้าออกจะดัง แค่เราสองคนไม่อุดหนุน ร้านเค้าก็ไม่เป็นไรหร็อกกกก มีลูกค้าอยากเข้ามากมาย จริงมั้ยคะ ????

ระหว่างเดินทางวกวนในซอยนั้น........เราก็ผ่านร้านๆ นึงที่เล็งมาตั้งแต่เข้ามาว่า ร้านนี้มุมดีเหมือนกันนะ.......เลยตกลงกันว่า......งั้นเดือนนี้ฉลองกันที่ร้านนี้ดีก่า......ร้านนี้ชื่อ “Terano” ค่ะ

ต้นไม้ต้นใหญ่หน้าร้าน......มองให้สวยก็ได้ มองให้น่ากลัวก็ได้.....แต่เราสองคนมองแล้วกลัวมากกว่าสวยค่ะ......แหะ แหะ


จริงๆ ถ้ามาตอนมีแสง คงจะวิวดีมากๆ เหมือนกัน แต่เราสองคนมาตอนมืดแล้ว เลยมืดๆ ไปหน่อย.......แต่ไหนๆ ก็มาแถวนี้แล้วอ่ะ......ยังไงๆ ก็ต้องอยากนั่งตรง outdoor ล่ะค่ะ......อากาศเย็นมากกกก ^^



ร้านนี้ตกแต่งน่ารักดีนะคะ.......ดูเนี้ยบๆ หน่อย.......แล้วพนักงานเสริฟก็สุภาพมากค่ะ

เนื่องด้วยยังอิ่มจากมื้อกลางวันที่เพิ่งทานไปตอนบ่ายสองกว่าๆ......เราเลยไม่อยากทานอะไรหนักๆ......เราเลยสั่งเมนูง่ายๆ สามอย่างค่ะ.....ซุบเห็ด สปาเก็ตตี้คาโบนารา แล้วก็ ไส้กรอกรวม......แล้วตาเหม่งก็สั่งลีโอนอกมาดื่มๆ ให้ยิ่งหนาวขึ้นไปอีก

อาหารโดยรวมๆ อร่อยดีค่ะ.......ดีกว่าที่หวังไว้เยอะเลย.......มีคาโบนาร่าที่ไม่ข้นถูกใจเท่านั้นเอง.....แต่รสชาติก็โอเคนะคะ

เราสองคนนั่งละเลียดอาหารไป คุยกันไปแบบสบายๆ ค่ะ เพราะอากาศเย็นดีจริงๆ......เรียกได้ว่า หนาวกว่าปายอีกอ่ะ........ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเจออากาศแบบนี้ที่นี่........ชอบบบบ จังเล๊ยยยยย

นั่งคุยกันไปจนเกือบๆ สามทุ่ม ก็เลยกลับดีกว่าค่ะ.......เพราะยังคงต้องขับรถกลับบ้านอีกไกล.......กลับดึกมาก คงไม่ดีค่ะ

ขากลับออกจากซอย........เราเปิดกระจกให้ลมเย็นๆ พัดอีกแล้ว.......แต่ไม่กล้าโผล่หัวออกจากรถ.....อากาศบริสุทธิ์จนต้องสูดลมลึกๆ ล้างปอดซะหน่อย.........เย็นสบายดีจัง

พอเข้าสู่ถนนใหญ่.......ก็ได้เวลาปิดกระจก เปิดแอร์.......แล้วเราก็ง่วงงุนหลับไป ปล่อยให้ตาเหม่งขับรถโดดเดี่ยวจนมาถึงบ้านค่ะ.......สบายเน๊าะ ^^

วันครบรอบเดือนนี้ เราสองคนใช้เวลาอยู่ด้วยกันทั้งวันเลยค่ะ......เรียกได้ว่าตั้งแต่ลืมตาตอนเช้า จนหลับตาตอนกลางคืนเลย.......มีความสุขจริงจริ๊งงงงง ^^

ผึ้งขา.......ขอบคุณนะคะ ที่ตามใจพาเค้าไปดู “ทุ่งทานตะวัน” และที่สำคัญ คือ ขอบคุณมาก ที่อยู่ข้างๆ กันมา 27 เดือนแล้วค่ะ....จุ๊บจุ๊บ ผึ้งน๊า

12.15.2008

เจี๋ยมเจี้ยม @ AKA

วันนี้ฤกษ์งามยามดีได้ไปเดิน CTW กะตาเหม่งค่ะ

เดินแล้ว เก๊าะ.....หิว......กันน่ะสิคะ......เก๊าะเลยต้องหาของหม่ำๆ กันซะหน่อย

หลังจากเล็งมาหลายร้าน.......ครั้งนี้อยากหม่ำเนื้อๆ สัตว์ๆ กัน.......ก็เลยแวะเข้าร้านนี้แหละค่ะ......เล็งมาหลายครั้งละ ไม่ได้ชิมซะที.......วันนี้ได้โอกาสละ

ร้านนี้แหละค่ะ “AKA” นั่นเอง



ร้านนี้เป็นร้านปิ้งๆ ย่างๆ ค่ะ......แต่แอบเศร้าตรงที่ไม่มี buffet ต้องสั่งกันแบบ alacarte อ่ะจิ....เพราะงั้นก็เลยต้องสั่งกันแบบ “เจี๋ยมเจี้ยม” หน่อย......หาไม่แล้ว คงไม่ดีต่อกระเป๋าตังค์เป็นแน่แท้ค่ะ


เราก็เลยสั่งมาแค่ ชุดเนื้อ กะเบคอน......แค่นั้นเอง.....เบี้ยน้อยหอยน้อยก็เงี้ยอ่ะ.....เนอะ (_ _)

แล้วก็สั่ง “แซลมอนย่างซีอิ๊ว” มาอีกที่ค่ะ......กลัวไม่อิ่มอ่ะ (_ _)

ระหว่าง.......รออาหารก็พินิจ accessories ของร้านไปเรื่อยๆ......ตะเกียบ ชุดจานชาม....ไปจนถึงไม้จิ้มฟัน.....5555

แล้วก็เล็งเตาที่ว่างเปล่า......รอว่ามะไหร่อาหารจะมาส่งน๊า


หิว หิว หิว แทบจะซดน้ำจิ้มรองท้องซะแล้วววววว


.........................

อ๋าาาา.......มาแล้วค่า......น่าหม่ำจิงเชียว

เนื้อลาย.....หุหุ


เบคอนของโปรด


ว่าแล้วก็............ย่างซะเลย.......ทนไม่ไหวแล้วววววววว.....แต่เตายังไม่ร้อนเลยอ่ะ (_*_)


ระหว่างย่างกันอย่างเมามัน....... “แซลมอนย่างซีอิ๊ว” ก็มาส่งค่ะ......อู้ยยยย น่าหม่ำจิงเชียว


อ้อ........เค้ามีสลัดชามน้อยๆ ให้คนละชามด้วยนะคะ


เราสองคนหม่ำทุกอย่างหมดเกลี้ยง!!!

ซึ่งก็แหงล่ะ.....สั่งแค่นี้เอง จะไม่หมดได้ไงกัน (_ _)

อาหารร้านนี้อร่อยดีค่ะ........เนื้อสัตว์คุณภาพดีมากเลย สมราคานะคะ เราว่า ^^

แต่ที่แปลกก็คือ........ไม่น่าเชื่อว่าสั่งแค่นี้เราสองคนก็สามารถอิ่มได้แบบพอดี-พอดี ได้นี่นา

เพราะงั้น......ย่อมแสดงได้ว่า......ทุกครั้งที่หม่ำมากกว่านี้ประมาณ 15 เท่าได้นั้น.......มันต้อง “เกิน” ที่จะอิ่มน่ะสิ......แต่ก็สามารถยัดลงไปได้.........ใช่มั้ย ????

โอ้......เข้าใจแล้วว่าทำไมเราสองคนถึงได้ “สมบูรณ์” กันแบบนี้......แง๊ แง๊

แต่......แม้ว่าเราสองคนจะประทับใจกับอาหารที่ AKA.........แต่ก็เห็นตรงกันว่า......ไปหม่ำ “Seikitei” ดีก่า.....คุ้มกว่าเยอะ......ถึงเนื้อจะไม่ได้ดีเท่านี้.......แต่ก็โอเคนะ.......เราสองคนเห็นกันเองว่า ไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอก......คนงกก็เงี้ยเนอะ......55555